2009/Dec/07

เมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมา ผมเคยสนทนากับหลวงพี่ที่เคารพท่านหนึ่ง ว่าหนังสือ ธรรมะ เล่มใด ในปีนี้ พ.ศ.นี้ (ก็คือตอนนั้น) หลวงพี่ท่านแนะนำหนังสือธรรมะเรื่อง วุฒิภาวะหรือที่แปลมาจากภาษาอังกฤษเรื่อง  “Maturity” ที่เขียนโดย Osho ซึ่งเป็นนักเขียนที่ผมไม่คุ้นชื่อมาก่อน  ผมก็เลยได้โอกาสซื้อเก็บไว้ แต่จนบัดนี้ เวลาผ่านไปสามสี่ปีแล้วก็ยังไม่ได้มีโอกาสอ่าน 

 

วันหนึ่งผมเดินไปที่มุมสะสมหนังสือของน้องชาย เผอิญไปเห็นหนังสือของ Osho มากมายหลายเล่มวางไว้บนเล่ม ก็เลยลองหยิบเล่มหนึ่งในนั้น ซึ่งชื่อว่า Tao: The Pathless Path หรือแปลเป็นไทยว่า เต๋า มรรควิธีที่ไร้เส้นทาง มาเปิด ๆ ดู เปิดไปเปิดมา เริ่มติดใจ เลยหยิบมาอ่านจนจบเล่ม

ต้องบอกตามตรงอีกแล้วว่า ผมเป็นคนที่อ่อนหัดในความคิดเชิงปรัชญามาก ๆ อย่าว่าแต่ปรัชญาจีนเลย แม้ปรัชญาพวก กระแสหลัก ของโลกตะวันตก อย่างพวกสำนัก โสเครตีส อริสโตเติ้ล ที่คนเรียนสายมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ หรืออักษรศาสตร์น่าจะคุ้นเคย ผมก็ยัง หูไม่กระดิกแม้แต่น้อย

แต้แม้กระนั้น จากเท่าที่อ่านผ่าน ๆ จบไปหนึ่งรอบ ดู ๆ ไปแล้ว เต๋า จะโจมตีแนวคิด ขงจี๊อ ซึ่งผมเข้าใจว่ามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนแผ่นดินใหญ่และเอเชียตะวันออกค่อนข้างมาก คลับคล้ายคลับคลาว่า เต๋า ไม่เห็นด้วยกับกับแนวความคิดเปรียบเทียบ หรือ การดิ้นรนพยายามหาความสุขอย่างที่ขงจื๊อเชื่อ

ประเด็นที่น่าสนใจ ที่ผมคิดว่า ผม น่าจะจับจุดได้ใกล้เคียงที่สุด น่าจะเป็นเรื่องการบรรลุธรรมของศาสนาต่าง ๆ ที่เหมือน Osho จะจำแนก ออกเป็นสองแนวทาง คือ อย่างแรก การบรรลุธรรมโดยการปฏิเสธ อย่างที่สอง การบรรลุธรรมโดยการยอมรับ 

ภาพประกอบจาก Macmillan

Osho ระบุไว้ว่า อุปสรรคของพวกที่ถือเส้นทางการปฏิเสธ ก็คือ อัตตา เพราะพวกนี้ หากมีความเพียรและประสบความสำเร็จ ศัตรูที่สำคัญ ก็คือความ ถือตน และความมั่นใจเกินไปนั่นเอง


ในขณะเดียวกันอุปสรรคที่สำคัญ ของผู้ที่ถือเส้นทาง การยอมรับ ก็คือความเฉื่อยหรือการเกียจคร้าน เพราะการปล่อยวางมากเกินไป จะเกิดความ เกียจคร้าน จนบางที งานก็ไม่ไปไม่มาเหมือนกัน

ทั้งสองแนวทาง แม้จะเดินต่างเส้นทางกัน แต่สุดท้ายแล้วก็ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แต่ต้องระมดระวัง อุปสรรคสองประการดังที่กล่าวมาแล้ว

คิดไปคิดมา ก็คลับคล้ายคลับคลา กับพุทธปรัชญา ตอนที่ พระพุทธเจ้าสดับฟังเสียงพิณก่อนจะตรัสรู้อย่างไรอย่างนั้น

ประเด็นอีกประการหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ ก็คือ เรื่อง ความเป็นสุภาพบุรุษ ที่ Osho กล่าวถึงไว้ว่า บางครั้งบางคราว ความเป็นสุภาพบุรุษ ก็เป็นแค่สิ่งจอมปลอม ที่คนเสแสร้งแกล้งทำ

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับความคิดนี้ แม้ว่าผมจะไม่ได้ตีความ คำว่า สุภาพบุรุษ ในแบบที่ Osho ตีก็ตาม
แต่ ในกรณีที่ คนที่ เปลือกนอกดูเหมือนจะเป็นสภาพบุรุษ แต่พอการแสดงความเป็นสุภาพบุรุษทางเปลือกนอกนั้น ไปหลอกลวงให้สตรีเสียใจ คือ พอได้ในสิ่งที่ต้องการ แล้วก็ทิ้งเขา แบบนี้ ผมก็มองว่า มันก็คือการหลอกลวง ดี ๆ นี่เอง
 
สู้ไม่เป็นสุภาพบุรุษ แต่จริงใจ และไม่ทำให้ใครมาคาดหวังจะอะไรยังจะดูเป็นคนมี สัจจะ เสียมากกว่า สุภาพบุรุษที่ลวงโลก

ประเด็นที่ Osho จะสื่อ ก็น่าจะเป็น คนบางคนบางกลุ่มไป พยายาม เป็นสุภาพบุรุษมากเกินไป แล้วก็เป็นได้แต่ภายนอก แตจิตใจยังเต็มไปด้วยกิเลสอยู่ สุดท้าย แล้วความเป็นสุภาพบุรุษแต่ภายนอกนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ความคิดของ Osho ตรงนี้ ทำให้ผมนึกคิดถึงแนวคิดสู่ความสำเร็จของ Deepak Chopra ที่บอกว่า คนเราหากพยายามเกินไป มักจะประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะความพยายามมากเกินไปนั้น จะแฝงไปด้วย ตัณหา อยู่ เพราะ ตัณหา นำมาซึ่งความคาดหวัง และความคาดหวังจะทำให้จิตร้อนรนไม่สงบจนผิดพลาดได้ง่าย

 แต่ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากว่าคนเราทำอะไรด้วยความพยายามแบบที่มี
ฉันทะ และ ปัญญา โอกาสประสบสุขความสำเร็จและสันติก็ไม่ใช่ว่าจะไร้หนทางไปเลยเสียทีเดียวในความเป็น สุภาพบุรุษ ที่ว่า บุรุษทั้งหลาย จึงพึงควรละ ตัณหา และแสวงหา ปัญญาและความจริงใจ ด้วย ฉันทะ เข้าไว้ หากทำได้ นั่นแหละถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษทั้งข้างนอกและข้างใน

 

2009/Dec/06

ตั้งแต่เล็ก จนโต ผมจำได้ว่า เคยดูหนังแนวอวสานโลกถล่ม ฟ้าทะลาย มนุษย์ต่างดาวบุกมาน่าจะเกือบสิบเรื่อง และทุกเรื่อง "ผู้นำ" ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการนำมวลมนุษยชาติต่อสู้กับภัยพิบัติทั้งหลายแหล่ นั้นมักจะเป็น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เสียเกือบหมด

เหตุที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า ผู้ผลิตภาพยนตร์ที่ฉายเอง ก็อยู่ในสหรัฐอเมริกา ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองในโลกปัจจุบันที่ สหรัฐอเมริกาดูเหมือนว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงชาติเดียวที่สามารถจะทำอะไรก้ได้ตามอำเภอใจ
นโยบายต่างประเทศของสหรัฐในรอบสิบปีมานี้ดูจะออกแนวก้าวร้าวค่อนข้างมาก ถึงขนาดที่ มหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส หรือประเทศในสหภาพยุโรป แม้กระทั่งจีน แสดงความเห็นคัดค้าน สหรัฐอเมริกา ก็ยังสามารถดำเนินการอะไรต่อมิอะไรตาใจตัวเองได้ โดยเฉพาะในยุค จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ที่ได้รับอิทธิพลจากพวกกลุ่ม "นีโอคอนเซอร์เวถีบ" ที่คอย "ถีบ" ส่งแนวความคิดกรอบนโยบายอยู่ตลอด

ก็เห็นอยู่ว่าอเมริกาจัดการอะไรต่อมิอะไรเอง ได้ บางที มีเพียงแค่ประเทศกลุ่ม "แองโกลโฟน" อย่างอังกฤษของโทนี่ แบลร์ ที่คอยสนับสนุนอยู่เพียงประเทศเดียวมันก็เพียงพอแล้ว ที่จะไม่ต้องแคร์ใครหน้าไหน

แต่แม้กระนั้นก็ดี เราก็ต้องยอมรับว่า สหรัฐอเมริกา เหมือนจะกำลังจับตามอง รัฐชาติ มหาอำนาจหนึ่งในสมาชิกถาวรขององค์การสหประชาชาติ อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กำลังเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สหภาพยุโรป รัสเซีย หรือ อินเดียเอง ก็เป็นประเทศที่ มีศักยภาพที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นคู่แข่ง ทางเศรษฐกิจ หรืออาจจะเป็นทางด้านการทหารกับสหรัฐอเมริกาได้ ในอนาคต

------------------------------

ด้วยเหตุผลที่สาธยายมาเบื้องต้นแล้ว ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ในภาพยนตร์เรื่อง 2012 ที่เนื้อหาเกี่ยวกับ "วันสิ้นโลก" นั้น หัวเรี่ยวหัวแรงในการกู้วิกฤต คือการรักษาเผ่าพันธุ์มนุษยชาตินั้น ไม่ได้มี แต่คนอเมริกันอย่างเดียวที่มีบทบาท แต่ในท้องเรื่องยังมีการพูดถึง

1.นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียที่ค้นพบความรับของวันสิ้นโลก
2. การสร้างเรืออยู่บนดินแดนทิเบต โดยอาศัยวินัย และแรงงานจากวัฒนธรรม "ขงจื๊อ" ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
3. การกล่าวถึงศิลปวัฒนธรรม ที่ควรค่าแก่การรักษาของพิพิธภัณฑ์ ลูฟร์ในฝรั่งเศส

แม้บางครั้งบางคราว ผมจะรู้สึกได้ถึงการกล่าวถึงในเชิงเสียดสี อย่างการพูดถึง

การมีประธานาธิบดีผิวสีผู้กล้าหาญ ซึ่งคาดว่า ก็คงประกอบสร้างมาจากการเมืองในประเทศของสหรัฐอเมริกาเอง

เรื่องราว"ชาล้นถ้วย" ของพระลามะที่สั่งสอนลูกศิษย์ที่มาเตือนเรื่องน้ำท่วมโลก (ที่ผมเคยได้ยินแตกต่างจากเนื้อเรื่องว่าพระเซนเคยใช้สั่งสอนคนที่มาลองดี แต่ก็อย่างว่า วิชาความรู้และธรรมะ มันถ่ายทอดถึงกัน ประกอบสร้างกันและกันได้)

มหาเศรษฐีชาวรัสเซียกับลูกแฝด และสาวผมบลอนด์ผู้รักสุนัขซึ่งเป็นชู้กับนักบิน

มหาเศรษฐีเชื้อพระญาติพระวงศ์ของรัฐชาติสักแห่งในตะวันออกกลาง ที่ต้องการ "ซื้อตั๋ว" ขึ้นเรือพิเศษ ในราคาใบละ พันล้านยูโร ให้กับพระบรมวงศานุวงศ์

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ผมได้กลิ่นอารมณ์เสียดสีล้อเลียนอยู่กราย ๆ แต่ก็พอยังมองโลกในแง่ดี ได้ว่า อย่างน้อยแนวคิดอย่างนี้ ก็ยังพอได้มี "พื้นที่" ในการเล่าเรื่องจากมุมของตัวเอง แม้จะผ่าน เลนส์ของ วัฒนธรรมฮอลลีวูดอเมริกันก็ตามที

-----------------------------

แม้ภาพยนตร์เรื่อง "2012" จะนำเสนอ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่มวลมนุษยชาติมีส่วนร่วมในการฝ่าฟันวิบัติโลก "มากขึ้น" กว่าภาพยนตร์ตะวันตกหลายๆ เรื่อง แต่เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "กลวิธีเล่าเรื่อง" ยังมีความเป็นแนวคิด แบบ อเมริกันยุคบุกเบิกที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาตระกูล ยูเดโอ คริสเตียน ค่อนข้างมาก

ไม่ว่าจะเป็น การ ขึ้นเรือหนีน้ำท่วม ตามอย่างที่โนอาห์เคยทำในพระคัมภีร์ ดูแล้ว มันฃวนให้คิดถึงแนวคิดการมี "มหานครบนขุนเขา" (city upon the hill) ตั้งแต่สมัยอเมริกายุคบุกเบิกยังไงก็ไม่รู้

การมีส่วนร่วมของคนหลากหลายชาติพันธุ์ใน 2012 จึงถูกผนวกเข้าตามค่านิยมอย่างเป็นอเมริกัน และผ่านการเล่าเรื่องผ่าน เลนส์วากรรมของความเป็นอเมริกันได้อย่างแนบเนียนขึ้นตามเหตุปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งก็ไม่น่าจะแปลกอะไรด้วยเพราะกระบวนการสร้างความหมายและอัตลักษณ์ของโลกทุกวันนี้ มัน ปลูกฝังความคิด ค่านิยม ของเราให้มองว่า แนวคิดเช่นนี้ เป้นสัจธรรม ปรมัตถสัจจะ และอกาลิโกไปเสียแล้ว

2009/Nov/30

ฮานอย ฮาหน่อยนะ

 

เพิ่งไปผจญภัยที่ฮานอย มาครับ

1. โกงนิดโกงหน่อย

การไปต่างประเทศเที่ยวนี้ เจออะไรเด็ด ๆ เยอะ
ถ้าจะพูดเรื่องการขับขี่รถที่ไม่มีใครสนใจ "เลนส์วิ่ง" ของตัวเอง และการแหกกฏจราจร แล้วที่เวียดนาม ยังไม่โหดเท่าอินเดีย หรือบังคลาเทศ

แต่ เรื่องที่เด็ดที่สุดเลยก็คือ ความพยายามโกงมิเตอร์ หรือโกงเงินผู้โดยสารของแท๊กซี่ ที่ พร้อมจะหาหนทางทุกวิถีทาง เพื่อจะโกงคนต่างชาติให้ได้

ก่อนอื่นต้องบอกเสียก่อนว่า ค่าเงินเวียดนาม ราคาต่ำมาก ๆ ถ้าเทียบกับเงินไทย

คือ ประมาณว่า เงิน 100000 ด่อง จะเท่ากับ 200 บาทไทยอะไรประมาณนั้น

เพราะ ฉะนั้นเวลาจะจับจ่ายใช้สอยเป็นเงินด่อง จะต้องระมัดระวังให้ดี ว่าจ่ายผิดหลักข้ามจากหลักหมื่นไปหลักแสน หลักแสนไปหลักล้านหรือเปล่า

ส่วนมากมักจะเป็นแบบนี้

ตอนนั้นก็คิด  ๆว่า ขนาด แค่กินก๋วยเตี๋ยว หรือกินกาแฟ ยังจ่ายไปเป็นแสนเป็นล้านเลย

แล้ว พวกนักฟุตบอลดัง ๆที่มาเล่นในเวียดนาม ยังดัสกร ทองเหลา หรือ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตอนฮ็อต ๆ เนี่ย เงินเดือนไม่ตกเดือนละร้อยล้านหรอ

-------------

วกกลับมาเรื่องทริกการโกงของแท๊กซี่ในกรุงฮานอย

ตอนแรก นั่งแท๊กซี่ จากสนามบิน นานาชาติ ซึ่งห่างจากตัวเมืองเข้าไปประมาณ 30 กิโลเมตร เข้าไปในเมือง

ราคาค่าแท๊กซี่ไกลขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้วิ่งไปตามมิเตอร์ มันก็จะราคาแพงมาก

เหมือนทางสนามบิน เลย เซ็ทราคาแบบเหมาจ่าย ไว้เลย ว่า ถ้าเป็นรถสี่ล้อ ก็ 250000 ด่อง

รถหกล้อ ก็เป็น 270000 ด่องอะไรประมาณนั้น

แล้ว พอขึ้นแท๊กซี่ มา ไอ้เรา ไม่เคยไป ก็ไม่แน่ใจ เห็นป้ายว่าคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเขาบอกว่ามีราคา "เหมาจ่าย" แต่เราดันอ่านไม่ออกเลยไม่แน่ใจว่าใช่ ราคาเหมาจ่ายไหม
 แต่ก็เรียกแท๊กซี่ สนามบินอยู่ดี
ตอนแรก เห็นแท๊กซี่ กดมิเตอร์ให้เริ่มวิ่ง สตาร์ตจากราคา 9000 ด่อง แล้วก็ คิดว่า ไอ้ราคา เหมาจ่าย ตะกี้ มันคง เป็นของรถประเภทอื่น

แต่พอวิ่งไปเรื่อยๆ พอมิเตอร์ เริ่มไปแตะ 300000 ด่อง ก็เริ่ม ตะหงิด ตะหงิด แล้วว่าทำไมมันแพงจัง

เลย ลองโทรไปถามคนรู้จัก คนไทยที่เรียนภาษาศาสตร์เปรียบเทียบ อยู่เวียดนาม เขาบอกว่า จริง ๆ ก็ราคาเหมาจ่าย อย่างที่เข้าใจนั่นแหละ คือ 250000 ด่อง

ผมก็จะลองเงียบ ๆ แล้วดูมิเตอร์วิ่งไปเรื่อย ๆ ว่าถึงโรงแรมจะราคาเท่าไหร่
ปรากฏว่า

มิเตอร์ ปา เข้าไป
500000 ด่อง เห็นแล้วปวดตับ

แล้วคนขับแท๊กซี่ก็ทำเนียน เงียบ
พอ เราจ่าย ไปตามราคาเหมาจ่าย 250000 นั่น เขาก็ไม่ว่าอะไรนะ
แต่ที่เงียบ เนี่ย คงกะ เนียเผื่อมีคนเผลอ จ่ายตามมิเตอร์

แล้วเราก็อดคิดไม่ได้ว่า มันต้องมีฝรั่ง หลงจ่ายตามมิเตอร์ หลาย คนแน่

จริง ๆ ถ้ารับราคาเหมามาแล้ว ตามมารยาท แท็กซ๊ ไม่ควร กดมิเตอร์
อย่างงี้แสดงว่า เจตนา อาจไม่บริสุทธิ์
 

----------------

นอกจากนี้ แล้วยังมีทริก เล็ก ๆน้อย ๆ หลายอย่าง เช่นนั่งแท๊กซี่ไปใกล้ ๆ จะมีการกดมิเตอร์ ยังไงก็ไม่รู้ให้ราคา สูงกว่าปกติ สามเท่า

คือ จากสถานฝั่งศพของโฮจิมินห์ กลับมาโรงแรมก็ไม่น่าจะเกินสามกิโล แต่ต้องจ่ายค่ามิเตอร์ไปร่วม 2 แสน

ไอ้ เราเห็น 2 แสน ก็รู้อยู่ว่าโดนโกงแน่ ๆ แต่พยายามจะเถียง ซึ่งคนขับ ก็ทำเป็น "รถเสีย" ก่อนถึงโรงแรม สักสองแยก แล้วทำเป็นพูดภาษาอื่นๆ  ไม่ได้นอกจากเวียดนาม

เหมือนคนขับจะรู้ เพราะอาจจะเคยทำมาเยอะว่า ถ้าจะโกงมิเตอร์แบบนี้แล้วเลยไปจอด ที่หน้าโรงแรม ผมต้องโวย โดยการไปเรียกฟร้อนท์ มา คุยแน่ ๆ ก็เลยทำเป็นรถเสีย ก่อนถึงโรงแรม เหมือนทำมาบ่อยจนเกิดทักษะ หาทางหนีทีไล่ไว้เป็นอย่างดีแล้ว


ที่ มั่นใจว่าโดนโกง เพราะว่าวันถัดมา ไปกับคนที่พูดเวียดนามได้ พาขึ้นรถไปที่เดียวกันระยะทางเดียวกัน มันราคาประมาณ 9 หมื่น แล้วอัตราการวิ่งของมิเตอร์ช้ามาก

คุย ๆ ไป เขาบอกว่าวิธีเดียวที่จะไม่ให้โดนโกง ก็คือ ต้อง เถียงเป็นภาษาเวียดนามด้วย "หลักการและเหตุผล" และ "ประจักษ์พยานหลักฐาน" ที่ฟังขึ้นเท่านั้น ถึงจะเอาตัวรอด ได้

แล้ว เหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นตลอด คือ คนเวียดนาม โดยเฉพาะในฮานอย จะมีความรู้สึกภูมิใจ เสียด้วยซ้ำ ว่า ถ้าได้โกงค่าแท๊กซี่ชาวต่างชาติ เนี่ยเป็นเรื่องดี มีความสามารถ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผ่านสงครามมานาน เลยขอ ทำอะไรแบบนี้บ้าง

ซึ่งตรงนี้ ฮานอย ในอดีตเวียดนามเหนือ จะต่างจาก คนในโฮจิมินห์ หรือ ไซง่อนในเวียดนามใต้ ที่เป็นเมือง ที่กองทัพอเมริกาเคย ตั้งฐานทัพ
เพราะฉะนั้น แนวคิดของคนก็จะต่างกัน และ สิ่งอำนวยความสะดวกในไซง่อนจะดูดีกว่า ฮานอย แม้ว่า สภาพตึก จะไม่โรแมนติก ไม่มีกลิ่นอาย อาณานิคมฝรั่งเศส เหลืออยู่เท่าไหร่ก็ตาม

ฮานอย ฮาหน่อยนะ

2. อาหารกลางวันมื้อแรก

ตอนแรกเดินๆ ผ่านร้านแล้วงง ๆ ว่าเป็นอะไร
แต่กลิ่นหอมชะมัด ทำให้อดที่จะเดินเข้าไปกินไม่ได้

ที่เห็นอยู่ในรูป อาหารสุกแล้วทั้งนั้น

หน้าตาอาจดูแปลก แต่พอลองกินแล้วเป็นรสชาติที่คุ้นเคยเลย
คือ มี ขนมจีน (ข้าวปุ้น) ซึ่งภาษาเวียดนามเรียกว่า "บุ๋น" แล้วก็ แกงจืดหน่อไม้ กิน กับ เป็ดย่างใสเครื่องเทศ บางคน ล่อ "ว็อดก้า" หรือ "เหล้าข้าวเวียดนาม" กันกลางวันแสก ๆ เล่นกันแบบนี้ถึงใจมาก

ถ้ามี "ตำบักหุ่ง" แจมด้วย เนี่ย มันรสชาติไม่ต่างจาก "กินข้าวปุ้นกับแกงหน่อไม้" แบบฉบับอีสานบ้านเฮาเลย

อาหารแบบนี้ สาว ๆ ออฟฟิศ แต่งตัวแนวสาวสีลมบ้านเรา ใส่ถุงน่องดำ ชุดทำงาน มานั่งกินกันเต็มร้านไปหมด

สงสัยจะเป็นร้านยอดนิยม ของคนที่นี่

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

3. ว่าด้วยโฮจิมินห์
โฮจิมินห์ หรือ "ลุงโฮ" เป็นผู้นำทางด้านการปฏิวัติประเทศแล้วก็แนวคิดทางการเมืองที่สำคัญมากของเวียดนาม อารมณ์ เหมา เจ๋อ ตุง ของจีน

จาก ที่อ่านๆ และฟัง ๆ มา แม้ผมไม่ค่อยสนใจ แต่ ก็พอจับใจความได้ว่า ผู้นำไทยในอดีต อย่าง ปรีดี พนมยงค์ ก็มีแนวคิด ใกล้เคียงกับโฮ จิมินห์ ในบางแง่มุม

ถึงขนาดว่า ในช่วง พ.ศ. 2490 มีคนเสนอความคิดว่า ถ้านายกรัฐมนตรีไทยในช่วงนั้น เป็น อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และไม่ใช่ จอม พล ป, พิบูลสงคราม โฉมหน้านโยบายต่างประเทศ ของไทย อาจเปลี่ยนทิศทางไป

ที่แน่ ๆ เราคงไม่เลีย อเมริกา เหมือนกับที่เป็น ๆ อยู่

ภาพที่เห็นด้านบนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมความเป็นโฮ จิ มินห์ไว้ทั้งหมด

 

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

4. อธิษฐานขอลูก
จากคำบอกเล่าของคนรู้จักที่มาอยู่เวียดนาม ศึกษาความคิด ลักษณะทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ของเวียดนามที่ฮานอย
เขา เล่าให้ผมฟังว่า ที่ตรงนี้ ในบ่อน้ำที่เห็นนี่ เมื่อนานมาแล้ว (นานเท่าไหร่ผมจำไม่ได้) เคยมีกษัตริย์เวียดนามที่ไม่มีลูก แล้วอยากมีลูกมาก มาอธิษฐานขอพรให้มีลูกในบ่อน้ำตรงนี้

แล้วพอคำอธิษฐานเป็นจริง ก็เลยสร้างเจดีย์ตรงนี้ขึ้นมา เรียกว่า "เจดีย์เสาเดียว"

 

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

 

บริเวณก่อนจะถึงเจดีย์เสาเดียว

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

5. หน้าหลุมศพลุงโฮ

บริเวณ ลานกว้างๆ โล่งๆ  แบบนี้ พิศอย่างไรก็ อดที่จะเปรียบเทียบกับ "ลานพระบรมรูปทรงม้า" ในไทย หรือ "จัตุรัสเทียนอันเหมิน" ในจีน ผสมกับชองเซลิเซ่ ในปารีสไม่ได้

คือมันเป็นลานกว้างๆ ที่สถานที่เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมทางกองทัพ อย่างเช่นการสวนสนาม แล้วก็จะมีสถานที่สำคัญ รายล้อมไปหมด

อย่าง ในฮานอยตรงหน้า ก็มี หลุมฝั่งศพลุงโฮ มี Palais Presidential (แปลเป็นไทยว่า ทำเนียบประธานาธิบ่ดี?)  มีเจดีย์เสาเดียว แล้วก็อาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ที่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมตามใจเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสหมด

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

ดูกันอีกมุม

 

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

ถนนและการสัญจรโดยรอบ

 

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

หน้าบ้านใครก็ไม่รู้ คาดว่าจะเป็น ประธานาธิบดีนะ

 

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

6. ย่านการค้า
สินค้า จำพวก แฟชั่นที่นี่ ที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ช่วงลมหนาวมาเยือน
การแต่งกาย ของสาว ๆ ก็ หนีแฟชั่นแบบสาวจีนไปไม่พ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งๆ สาว ๆทีนี่ ชอบแต่งตัวใส่รองเท้าบูธ แล้วก็ถุงน่องดำเป็นพิเศษ
เห็นแต่งตัวแนวนี้กันเยอะมาก
คาดว่าเสื้อผ้าหลายประเภท ก็นำเข้าจากจีนนี่แหละ

จริง ๆ บรรยากาศ ช่วงปลาย พฤศจิกายน ในฮานอย ปีนี้ ก็ไม่หนาวเท่าไหร่ อย่างดีก็เย็นกว่ากทม. ไม่มาก

แต่คนในฮานอย ก็แต่งตัวเตรียมหนาวกันเต็มที่เสียแล้ว

 ฮานอย ฮาหน่อยนะ

ภาพเหวอ ๆ เป็นธรรมชาติ บนถนนการค้าสายหลักของฮานอย

 

ฮานอย ฮาหน่อยนะ

ภาพนี้ถ่ายจากร้านอาหารออสเตรเลีย ชื่อ Papa Joe's Restaurant ถ่ายภาพจราจรตอนวุ่นวายในกรุงฮานอย

ตึกตรงข้ามที่เห็น คาดว่าเป็นภัตตาคารอาหารไทย ชื่อ Thai Village หรือเปล่าไมแน่ใจ

เห็นไฟแดงๆ รถวุ่น ๆ แบบนี้แล้วให้บรรยากาศของฮานอย ที่ไม่ค่อยจะฮาแม้สักน้อยได้เป็นอย่างดี