โดยนิสัยส่วนตัวของผม เวลาผมตั้งคำถามต่อสิ่งใด แล้วหากว่าผมหาคำตอบต่อสิ่งนั้นจนคาดว่า ได้คำตอบที่น่าจะพอใจแล้ว ผมก็จะหยุด และไม่ถามเกี่ยวกับสิ่งนั้นอีก
แต่อันที่จริง ๆ แล้ว หากอ้างตามวิธีคิดแบบนักปรัชญาการเมือชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Jacques Ranciere อย่างในหนังสือเรื่อง On the Shores of Politics หากใครสักคนจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มีนิสัย "ใฝ่รู้" นั้น เขาจะต้อง พยายาม "ผลัก" ความคิดให้ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เขาอ้างว่ารู้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดการตกผลึกในเชิงความคิดมากยิ่งขึ้น
หากจะยกตัวอย่างในทางการเมือง ในช่วงสงครามเย็นย้อนไปถึงช่วงที่มีการปฏิวัติ อุตสาหกรรม นักคิดทางการเมือง มักจะเรียกร้องสิทธิ์ ให้กับ "ชนชั้นกรรมาชีพ" ว่าถูกเอารัดเอาเปรียบขูดรีด โดยกฏุมพี หรือพวกขุนศึกศักดินา
มาวันนี้ เหมือนคำถามเรื่องการกฏขี่ขูดรีด ของ ชนชั้นกรรมาชีพ มันได้รับการจัดการหาคำตอบไปในระดับหนึ่ง ทั้งในทางทฤษฏีแล้วก็ในทางปฏิบัติ ดังจะเห็นได้จากหลาย ๆ ประเทศได้มีการช่วงชิงคับเคี่ยวทางอำนาจ เปลี่ยนแปลงประเทศเป็นระบอบสังคมนิยม ได้สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง พอปกครองไปได้ ระบอบสังคมนิยมนั้น ล้มเหลวไปเสียมาก ที่อยู่ได้ ก็ต้องปรับตัวเข้ากับโลกก็มีให้เห็นถมไป น้อยประเทศที่จะแช่แข็ง ความเป็นสังคมนิยมได้แบบแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง
พอมาถึงทุกวันนี้ การเรียกร้องสิทธิของนักคิดนักเขียนหลังโครงสร้างนิยม อย่างมิเชล ฟุโก้ ก็มิได้จำกัดอยู่แค่ เพียง สิทธิ์เสียงของ ชนชั้นกรรมาชีพ เท่านั้น หากแต่ยังมีการผลัก ไปตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิ์ของคนชายขอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่ถูกตราหน้า ว่าผิดปกติทางเพศ คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นโรคจิต คนไร้รัฐไร้สัญชาติ ว่าคนเหล่านี้ก็มีส่วนต่อการเมือง โลกที่เราไม่อาจจะมองข้ามได้
การตั้งคำถามเชิงอำนาจเช่นนี้ จัดได้ว่า เป็นการ "ผลัก" ประเด็นทางความคิดออกจากกรอบเดิม ๆ ที่เคยตั้งคำถามกันมา
--------------------------------------------
ผมดูหนังเรื่อง "แฟนเก่า" ที่เกี่ยวกับ ความรู้สึกอาฆาตมาดร้ายของดวงวิญญาณของหญิงสาวที่เธอเชื่อว่า เธอถูกปฏิบัติอย่าง "ไม่เป็นธรรม" ของผู้ชายมากรักคนหนึ่ง
เธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจ จนด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม (ที่จะได้ชมในหนัง)จน เธอได้กลายเป็นดวงวิญญาณมาตามถามทวงความรักจากชายคนรัก และปัดป้องมิให้หญิงอื่นเขามาครอบครองทั้งเรือนกายและเรือนใจของชายคนนั้น

กระนั้นก็ดี
ประเด็นการที่หญิงสาวถูกชายคนรักทอดทิ้ง จนกลายเป็นผีมาหลอกนั้นเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่า สังคมเราๆ ได้ผ่านการตั้งคำถาม การใคร่คิดครุ่นครวญ หาผิด/ถูกกันมาพอสมควรแล้ว
เราตั้งคำถามกับมันมามาก จนได้คำตอบและมีความคิดค่อนข้างตกผลึกกับประเด็นเช่นนี้พอสมควร คนทีเขารักกันหรือเคยรักกัน อย่างไรเสียความรุ้สึกรักนั้นมันก็ไม่จางหายไปหรอก แรก ๆ อาจจะกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจบ้าง แต่พอวันเวลาผ่านไป ความรู้สึกดีๆ มันก็มีอยู่ ไม่หายไปไหน
แต่ยังมีประเด็นอีกประการหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่า ควรมีการ "ผลัก" การตั้งคำถาม เข้าไปพิจารณา ว่ามันคืออะไร มีกระบวนการอย่างไร เราจะเข้าใจความเป็นมาของวงจรการ "รัก" และ "การบอกเลิก" ของคู่รักสักคู่และอีกหลาย ๆ คู่ได้ดีขึ้น
นั้นก็คือ การที่เพื่อนของผู้ชายมาเข้าข้างเขา ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายไปทิ้งเขา พูดให้ชัดก็คือ ฝ่ายชายไปทิ้งเขา แล้วพอฝ่ายหญิงมาทวงสิทธิ์ เรียกร้องความจริงว่า ฝ่ายชาย "ผิดสัญญา" ไอ้เพื่อนเจ้ากรรม มันก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ด่าคนที่เขามาทวงสิทธิ์เสียอย่างงั้น โดยไม่สนใจประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

หนึ่ง เพื่อนตัวเองไปทำอะไร พูดอะไรผิดรึเปล่า หรือว่า เพื่อนตัวเองถูกอยู่ฝ่ายเดียวทำอะไรก็ไม่ผิดสักอย่าง
สอง คิดให้ไกลไปอีก เรื่องใครจะเลิกกับใครมันเป็นเรื่องของคนสองคน ที่เขาก็เข้าใจกันดีในระหว่างกันและกันนั่นแหละ บางที คนนอกอย่างเราหากเข้าไปยุ่งเกี่ยว มันก็อาจจะเข้าใจเรื่องไม่ครบทุกด้านเพราะเพื่อนกันก็มักจะฟังความข้างเดียว (หรือเปล่า?)
อย่างในเรื่อง นิมิต ที่เป็นเหมือนทั้งเพื่อนและผู้จัดการส่วนตัวของเคน ก็เข้ามาจัดการประเด็นความรักของเขา
ซึ่งสิ่งที่นิมิตรทำ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเราก้เห็น ๆ กันอยู่ว่า มันก็มักจะเป็นแบบนี้ คือเพื่อนก็เข้าข้างเพื่อนเสมอ จะให้ตายอย่างไร ก็ต้องเข้าข้างกัน หากว่าได้ชื่อว่า เป็น "มิตรที่ดี"
มิตรที่ดีตามหลักธรรมนูญชีวิต ของ ป.อ.ปยุตโตได้ระบุถึงมิตรเทียมที่พึงระวังเอาไว้ในหัวข้อ "คนชั่วหัวประจบ" ว่ามีลักษณาการการเป็นมิตรเทียม สี่ประการ คือ
- จะทำชั่วก็เออออ
- จะทำดีก็เออออ
- ต่อหน้าสรรเสริญ
- ลับหนังนินทา
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก
หลายครั้ง เราก็เห็นๆ กันอยู่ว่า "การศึกษา" มันไม่ได้ช่วยให้คนเป็นเพื่อน รู้ฐานะภาวะ ว่าอะไรควรยุ่ง ตรงไหนไม่ควรยุ่ง แม้กระทั่งคนเรียนจบปริญญาเอก หลาย ๆ คนก็ยังคิดไม่เป็น ถือวิสาสะ เข้าไปยุ่งกับเรื่องในมุ้งในเตียงของคนอื่นอยู่ร่ำไป
จริงอยู่การช่วยเหลือเพื่อนเป็นสิ่งทีควรทำ แต่การช่วยเพื่อนนั้น บางที ต้องคำนึงว่า สิ่งที่เราฟังจริงเท็จประการใด มีการเล่าที่ขาดตกบกพร่องไปไหม รวมถึงเวลาจะช่วยใคร "ยุ่ง" กับเรื่องที่คน เขารู้กันสองคน เราต้องถึงขอบเขตว่าตัวเองมีสิทธิ์ก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวอะไรของคนอื่นรึเปล่า ทางที่ดี ควรยึดมั่นตามหลัก ทางสายกลาง คือเราก็เมตตากรุณาต่อเพื่อน ให้ความเห็นใจ ให้ความเข้าใจ
แต่ไอ้พวก ที่ลุกขึ้นมาโวยวาย ชี้หน้าด่า แฟนเก่าเพื่อน นี้ อาจจะถือว่าเป็นส่วนที่ทำเกินไป ไม่ดู สถานะภาวะของตัวเอง ไม่พิจารณาประเด็นว่า คนสองคน มันมีอะไรซับซ้อนกว่าที่คิด คนรักกันเลิกกัน เขาย่อมเข้าใจกันดีว่า เขามีข้อตกลงอะไรกันไว้
คำถามที่เป็นเหมือนฮุกของหนังเรื่อง "แฟนเก่า" ที่ถามว่า "คุณเลิกกับเขา แต่คนที่คุณเลิกเขายอมเลิกกับคุณรึเปล่า" หากจะใช้ภาษาของ Jacques Ranciere คือการผลักวิธีคิดออกไปอีก เราก็ต้องถามว่า
"คุณเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเขาเลิกกัน แล้วคนที่คุณเข้าไปยุ่ง เขายอมให้คุณยุ่งรึเปล่า"
เพราะถ้าไปยุ่งสุ่มสี่สุ่มห้า ผมเชื่อว่า ไม่ว่าคนหรือผี ก็คงไม่ค่อยมีคนชอบเท่าไหร่ เหมือนกับที่เราเห็นในหนังเรื่อง "แฟนเก่า" นั่นแหละครับ




